แกรนด์สเปน 12 วัน 9 คืน

สเปน

ไฮไลท์แพ็คเกจ

มาดริด * พระราชวังหลวง * ปูเอลตา เดลซอล * เซโกเบีย * อาวีลา * ซาลามังกา * กาเซเรส * เมรีด้า เซบีญ่า * ระบำฟลาเมงโก้ * เซบีญ่า * เซทเทนิล เด ลาส โบเดกาส * รอนดา * กรานาดา พระราชวังอาลัมบรา * มูเซีย * วาเลนเซีย * บาร์เซโลน่า * ช้อปปิ้งที่ LA ROCAVILLAGE OUTLET

กำหนดตารางการเดินทาง / ราคา

23 กุมภาพันธ์-06 มีนาคม 2022
ประเภทลูกทัวร์
ค่าบริการ
ผู้ใหญ่
฿111,132
บริการเสริม
ค่าบริการ
พักเดี่ยวเพิ่ม
฿22,900
02-13 มีนาคม 2022
ประเภทลูกทัวร์
ค่าบริการ
ผู้ใหญ่
฿111,132
บริการเสริม
ค่าบริการ
พักเดี่ยวเพิ่ม
฿22,900
09-20 มีนาคม 2022
ประเภทลูกทัวร์
ค่าบริการ
ผู้ใหญ่
฿111,132
บริการเสริม
ค่าบริการ
พักเดี่ยวเพิ่ม
฿22,900
16-27 มีนาคม 2022
ประเภทลูกทัวร์
ค่าบริการ
ผู้ใหญ่
฿111,132
บริการเสริม
ค่าบริการ
พักเดี่ยวเพิ่ม
฿22,900
23 มีนาคม-03 เมษายน 2022
ประเภทลูกทัวร์
ค่าบริการ
ผู้ใหญ่
฿111,132
บริการเสริม
ค่าบริการ
พักเดี่ยวเพิ่ม
฿22,900

กำหนดตารางการเดินทาง

วันแรก 1 : สนามบินสุวรรณภูมิ – โดฮา
  • 17:30
    • สมาชิกทุกท่านพร้อมกัน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศชั้น 4
  • 21:15
    • ออกเดินทางสู่ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ โดยเที่ยวบินที่ QR833
วันที่สอง 2 : มาดริด–โทเลโด (มรดกโลก)–อัลกาลา เด เอนาเรส (มรดกโลก) – มาดริด
  • 00:25
    • ถึงกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ (เพื่อแวะเปลี่ยนเครื่อง)
  • 01:15
    • ออกเดินทางสู่เมืองบาร์เซโลน่า โดยเที่ยวบินที่ QR147
  • 07:25
    • ถึงสนามบินมาดริด หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว

    • เดินทางสู่เมือง “โทเลโด้” Toledo (80 กม.) ตั้งอยู่ในแคว้นคาสตีล-ลามันชา ได้ประกาศให้เมืองโทเลโด้เป็นเมืองมรดกโลกในปี ค.ศ. 1986 ชม ประตูเมือง “ปูเอร์ตา เด บิซากรา” เป็นหนึ่งในประตูเมืองที่มีความสำคัญที่สุดของเมืองโตเลโด้ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของย่านเมืองเก่า ซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 10 พร้อมชมสัญลักษณ์ของเมือง “ป้อมอัลกาซาร์” ผลงานของสถาปนิกระดับสุดยอดในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16 ชมด้านนอก “มหาวิหารแห่งโทเลโด้” สถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่อันทรงคุณค่า ซึ่งใช้เป็นที่ประทับขององค์สังฆราชแห่งสเปน ใช้เวลาก่อสร้าง 270 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์
    โตเลโด เป็นเมืองและเทศบาลแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ทางภาคกลางของประเทศสเปน ห่างจากกรุงม...

    โตเลโด เป็นเมืองและเทศบาลแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ทางภาคกลางของประเทศสเปน ห่างจากกรุงมาดริดไปทางทิศใต้ประมาณ 70 กิโลเมตร โตเลโดเป็นเมืองหลักของจังหวัดโตเลโดและของแคว้นกัสติยา-ลามันชา ในปี ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529) องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เมืองนี้เป็นแหล่งมรดกโลก เนื่องจากมีมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างมากมายในฐานะหนึ่งในเมืองหลวงของจักรวรรดิสเปน รวมทั้งยังเป็นสถานที่ที่ปรากฏร่องรอยวัฒนธรรมของชาวคริสต์ ชาวยิว และชาวมัวร์อยู่ร่วมกันอีกด้วย บุคคลและศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายคนต่างเกิดและเคยพำนักอยู่ในเมืองนี้ เช่น การ์ซีลาโซ เด ลา เบกา, พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 10 และเอลเกรโก ในปี ค.ศ. 2005 (พ.ศ. 2548) เมืองนี้มีประชากร 75,578 คน และมีพื้นที่ 232.1 ตารางกิโลเมตร (89.59 ตารางไมล์) โตเลโดเคยเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรวิซิกอท (ในสเปนโบราณ) ตั้งแต่สมัยพระเจ้าลีอูวีกิลด์ และมีฐานะเป็นเมืองหลวงจนกระทั่งชาวมัวร์ (ชาวมุสลิมจากแอฟริกาเหนือ) ได้เข้ามายึดครองคาบสมุทรไอบีเรียเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 ภายใต้การปกครองของอาณาจักรกาหลิบแห่งกอร์โดบา โตเลโด (ซึ่งในขณะนั้นมีชื่อเรียกว่า "ตุไลเตละห์" طليطلة) ก็ได้เข้าสู่ยุคทอง ช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองอันยาวนานนี้รู้จักกันในชื่อ "ลากอนบีเบนเซีย" (La Convivencia) หรือการอยู่ร่วมกัน (ของชาวคริสต์ ชาวยิว และชาวมุสลิม) ในวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1085 (พ.ศ. 1628) พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 6 แห่งกัสติยาทรงยึดเมืองโตเลโดคืนจากชาวมุสลิมได้และสถาปนาเป็นเมืองหลวงแห่งอาณาจักรกัสติยา-เลออนในช่วงของการพิชิตดินแดนคืน (Reconquista) โตเลโดในอดีตมีชื่อเสียงจากการผลิตเหล็ก (โดยเฉพาะดาบ) และปัจจุบันยังคงเป็นศูนย์กลางการผลิตมีดและเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากเหล็ก เมื่อพระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งสเปนทรงย้ายราชธานีจากโตเลโดไปมาดริดในปี ค.ศ. 1561 (พ.ศ. 2104) นั้น เมืองเก่าแห่งนี้ก็ค่อย ๆ เสื่อมลงและไม่ได้รับการฟื้นฟู ป้อมอัลกาซาร์ (Alcázar) ซึ่งตั้งอยู่บนส่วนที่สูงที่สุดของเมืองนี้มีชื่อเสียงในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 ในฐานะสถาบันวิชาทหารแห่งหนึ่ง เมื่อสงครามกลางเมืองสเปนระเบิดขึ้นในปี ค.ศ. 1936 (พ.ศ. 2479) กองทหารในป้อมนี้ถูกล้อมโดยกองกำลังของฝ่ายนิยมสาธารณรัฐ

    Rattanaphon Pattha
  • เที่ยง
    • บริการอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร
  • บ่าย
    • เดินทางสู่เมือง อัลกาลา เด เอนาเรส “Alcalá de Henares” (108 กม.) เมืองที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกในปีค.ศ.1989 และยังเป็นบ้านเกิดของ Miguel de Cervantes ผู้เขียน "Don Quixote" หรือ “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันซ่า” ชมย่านเมืองเก่า Calle Mayor ซึ่งเต็มไปด้วยอาคารในยุคกลางตั้งแต่ศตวรรษที่ 5-15 ซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม สร้างด้วยศิลปะยุคเรอเนสซองซ์และบาร็อก และเก็บภาพสุดคลาสสิกกับ Sancho และ Don Quixote ซึ่งเป็นรูปปั้นที่นิยมมาถ่ายภาพมากที่สุดในเมือง ชมมหาวิทยาลัย Alcalá University หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ของสเปน สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1293
  • เย็น
    • บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

    • พักที่ : OCCIDENTAL CASTELLANA NORTE (1) หรือที่พักระดับใกล้เคียง
วันที่สาม 3 : มาดริด – พระราชวังหลวง – พลาซ่า มายอร์ – ปูเอต้าเดลซอล
  • เช้า
    • บริการอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก

    • หลังอาหารชมกรุงแมดริด (Madrid) เมืองหลวงของประเทศสเปน ตั้งอยู่ใจกลางแหลมไอบีเรียน กษัตริย์ฟิลลิปที่ 2 ได้ทรงย้ายที่ประทับจากเมืองโทเลโดมาไว้ที่นี่ ชมด้านหน้า “สนามฟุตบอลซานเตียโก้เบอร์นาบิล” Estadio Santiago Bernabéu ของทีมราชันชุดขาว “รีลมาดริด” ซึ่งเป็นสนามฟุตบอลที่มีชื่อเสียงระดับโลก เข้าชม “พระราชวังหลวง(Royal Palace) (ขอสงวนสิทธิ์ในการงดการเข้าชมภายในพระราชวังหลวง ในกรณี มีการจัดงานพิธีต่างๆ ซึ่งอาจเข้าชมไม่ได้ หรือปรับโปรแกรมไปเข้าพระราชวังอื่นแทน) ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาริมฝั่งแม่น้ำแมนซานาเรส มีความสวยงามโอ่อ่าอลังการไม่แพ้พระราชวังอื่นๆ ในทวีปยุโรป พระราชวังหลวงแห่งนี้ถูกสร้างในปี ค.ศ. 1738 ด้วยหินทั้งหลังในสไตล์บาร็อคโดยการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบฝรั่งเศสและอิตาเลียน ประกอบด้วยห้องต่างๆ กว่า 2,830 ห้อง และ ยังเป็นที่เก็บภาพเขียนชิ้นสำคัญที่วาดโดยศิลปินในยุคนั้น
    มาดริด (สเปน: Madrid) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสเปน มีประชากรอ...

    มาดริด (สเปน: Madrid) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสเปน มีประชากรอาศัยในตัวเมืองประมาณ 3.2 ล้านคน (ตัวเลขเมื่อปี 2005) และประชากรในเขตเมืองทั้งหมดประมาณ 6 ล้านคน (ตัวเลขเมื่อปี 2006) มาดริดยังเป็นเมืองหลักของจังหวัดมาดริดด้วย

    Rattanaphon Pattha
  • เที่ยง
    • บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • บ่าย
    • เข้าสู่พลาซ่า มายอร์ (Plaza Mayor) จตุรัสที่มีชื่อเสียงที่สุดในสเปนและมีประวัติศาสตร์อันยาวนานย้อนหลังไปหลายร้อยปี สร้างปี 1619 แต่น่าเสียดายที่มันประสบกับความโชคร้ายหลายครั้ง โดนไฟไหม้ในปี 1631, 1670 และ 1790 และในที่สุดก็เสร็จสมบูรณ์ในปี 1854

    • จากนั้นนำท่านเข้าสู่ “ย่านปูเอต้าเดลซอล” หรือประตูพระอาทิตย์ จัตุรัสใจกลางเมืองเดินชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมแบบสเปน ถ่ายรูปกับอนุสาวรีย์หมีกับต้นมาโดรนาอันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง อิสระกับการช้อปปิ้งตามอัธยาศัย
    พลาซ่ามายอร์ (Plaza Mayor) จัตุรัสใหญ่ และแหล่งชุมชนเก่ากลางกรุงมาดริด อายุราว 3...

    พลาซ่ามายอร์ (Plaza Mayor) จัตุรัสใหญ่ และแหล่งชุมชนเก่ากลางกรุงมาดริด อายุราว 300 กว่าป ในอดีตที่แห่งนี้เคยเป็นที่มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือดระหว่างทหารนโบเลียน กับ ชาวบ้าน และที่แห่งนี้ยังใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมสำคัญๆ เช่น ศาลสอบสวนทางศาสนา ราชาภิเษก แข่งกีฬา จุดชุมนุมทางการเมืองที่สำเร็จโทษ รวมถึงสนามสู้วัวกระทิงด้วย ปัจจุบันนั้นภาพที่คุณจะได้พบเห็นในบริเวณเเห่งนี้จะเป็นภาพที่มีเเต่รอยยิ้มเเละความพลุกพล่านของบรรดาผู้มาเยือน โดยพื้นที่เเห่งนี้มักจะถูกใช้เพื่อจัดงานรื่นเริงต่างๆ ของชาวสเปน เเละเป็นตลาดนัดสำหรับขายของ ที่มีผู้คนมาเลือกซื้อของมากมาย นอกจากนี้เเล้วยังเป็นเเหล่งพักผ่อนของชาวกรุงมาดริด โดยคุณจะได้เห็นภาพของผู้คนมานั่งเล่นสบายๆอ่านหนังสือบ้าง พูดคุยสังสรรค์กันบ้าง หรือบางคนอาบเเดดเลยก็มี รวมทั้งเป็นสถานที่พลอดรักของคู่หนุ่มสาวอีกด้วย เเต่ก็มีข้อเตือนใจสำหรับนักท่องเที่ยวว่าที่นี่ก็มีโจรล้วงกระเป๋าจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว พลาซ่ามายอร์ เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงมาดริดที่ใครมาเที่ยวมาดริดเเล้วมักจะไม่พลาดมาเที่ยวชมกันเป็นอย่างมาก โดยสถานที่เเห่งนี้นั้นเป็นสถานที่เปิด คุณสามารถเข้ามาชมได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว โดยในเวลากลางวันนั้นที่นี่จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มากันเอง หรือเป็นเเบบกรุ๊ปทัวร์ เเต่เราก็อยากจะเเนะนำให้คุณลองมาเที่ยวที่พลาซ่าเเห่งนี้ในเวลามืดๆ ดูก็จะพบกับความสวยงามเเปลกตาไปอีกเเบบ เพราะจะมีการเปิดไฟสวยงามอย่างมาก เข้าไปที่อาคารโดยรอบของพลาซ่า ช่วยสร้างบรรยากาศที่เเสนจะโรเเมนติกได้เป็นอย่างดี

    Rattanaphon Pattha
  • เย็น
    • บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

    • พักที่ : OCCIDENTAL CASTELLANA NORTE (2) หรือที่พักระดับใกล้เคียง
วันที่สี่ 4 : มาดริด – เซโกเบีย – อาวีลา – ซาลามังกา
  • เช้า
    • บริการอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก

    • หลังอาหารเดินทางสู่เมือง เซโกเบีย (Segovia) (92 ก.ม.) เมืองมรดกโลกแห่ง แคว้นคาสตีล และเลออน ของประเทศสเปน เขตเมืองเก่าล้อมรอบด้วยกำแพงที่สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8 (บนฐานที่มั่นของโรมัน) และได้รับการบูรณะในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15 ชมสะพานส่งน้ำโบราณ (Roman Aqueduct of Segovia) โดยสะพานส่งน้ำแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 นำท่านถ่ายรูปกับมหาวิหารแห่งเมืองเซโกเวีย (Segovia Cathedral) จากนั้นเดินทางสู่เมืองอาวิลา (Ávila) (64 ก.ม.)
    เซโกเบีย (สเปน: Segovia) เป็นเมืองหลักของจังหวัดเซโกเบียในแคว้นกัสติยาและเลออน ป...

    เซโกเบีย (สเปน: Segovia) เป็นเมืองหลักของจังหวัดเซโกเบียในแคว้นกัสติยาและเลออน ประเทศสเปน ตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำเอเรสมา (Eresma) กับแม่น้ำกลาโมเรส (Clamores) ที่ตีนเขากวาดาร์รามา (Sierra de Guadarrama) และห่างจากกรุงมาดริดไปทางทิศเหนือโดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง มีประชากรจำนวน 51,683 คนอาศัยอยู่ในเขตเทศบาล จากเดิมที่เคยเป็นเมืองเมืองหนึ่งของชาวเคลต์นั้น ต่อมาได้ถูกรวมเข้ากับจังหวัดฮิสปาเนียตาราโกเนนซิสของสาธารณรัฐโรมัน (และจังหวัดการ์ตากีเนียนซิสของจักรวรรดิโรมันตอนปลายในเวลาต่อมา) บนเส้นทางระหว่างเมืองเอเมรีตาเอากุสตา (เมริดาในปัจจุบัน) กับเมืองไกซาเรากุสตา (ซาราโกซาในปัจจุบัน) โดยขณะที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวโรมันและชาวมัวร์ เมืองนี้มีชื่อเรียกว่า เซโกเวีย (Segovia) และ ชิกูบียะห์ ตามลำดับ สันนิษฐานว่าชื่อเมืองมีรากศัพท์มาจากภาษาของชาวเคลต์ว่า "เซโกบรีกา" (Segobriga) ซึ่งเกิดจากการประสมของคำว่า Sego แปลว่า "ชัยชนะ" และคำว่า -briga แปลว่า "เมือง" เมืองเซโกเบียเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญมากมาย ได้แก่ มหาวิหาร สะพานส่งน้ำโรมันที่มีชื่อเสียง ปราสาท และโบสถ์หลายแห่งที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ เช่น ซานเอสเตบัน ซานมาร์ติน และซานมียาน เขตเมืองเก่าล้อมรอบด้วยกำแพงที่สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8 (บนฐานที่มั่นของโรมัน) และได้รับการบูรณะในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันเป็นแหล่งมรดกโลกตามการประกาศจากองค์การยูเนสโก สะพานส่งน้ำ เป็นสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้มากที่สุด สร้างขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 โดยชาวโรมันขณะที่กำลังขยายอำนาจในคาบสมุทรไอบีเรียเพื่อนำน้ำจากแม่น้ำฟรีโอ (Río Frío) ซึ่งห่างออกไปประมาณ 18 กิโลเมตรเข้าสู่ตัวเมือง ซึ่งต้องยกระดับตัวสะพานขึ้นในช่วง 1 กิโลเมตรสุดท้ายจากภูเขากวาดาร์รามาถึงกำแพงเมืองเก่า มหาวิหารเซโกเบีย ตั้งอยู่ในจัตุรัสกลางเมือง ออกแบบโดยสถาปนิกควน คิล เด ออนตาญอง (Juan Gil de Hontañón) สร้างในแบบกอทิกตอนปลายระหว่างปี ค.ศ. 1552-1577 (พ.ศ. 2095 - 2120) (เป็นสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ) เนื่องจากสถานที่ที่สำคัญและมีชื่อเสียงเหล่านี้เอง เซโกเบียจึงเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากแห่งหนึ่งในประเทศสเปน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแบบไป-กลับจากมาดริดภายในวันเดียว

    Rattanaphon Pattha
  • เที่ยง
    • บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร พิเศษ!! เมนู หมูหันสเปน
  • บ่าย
    • หลังอาหารนำท่านชมเมืองอาวิลา เมืองโบราณอันเก่าแก่ ซึ่งตั้งอยู่ในแคว้นคาสตีลและเลออน ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบเจ็ดแคว้นปกครองตนเองของประเทศสเปน ชมกำแพงเมืองยุคกลางของเมืองอาวิลา สร้างขึ้นในช่วง ศตวรรษที่ 11 เพื่อป้องกันดินแดนสเปนจากพวกมัวร์ (Moors) ชมพลาซ่า เดอ ซานตา เทเรซา (La Plaza de Santa Teresa)โดยที่นี่จะเป็นที่ตั้งของรูปปั้นสีขาวบริสุทธิ์ของแม่ชีเทเรซ่า ซึ่งถือว่าเป็นผู้อุทิศตนและมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปศาสนาในเมืองนี้ // จากนั้นเดินทางสู่เมืองซาลามังกา (109 ก.ม.)
    อาบิลา (สเปน: Ávila) เป็นเมืองแห่งหนึ่งของประเทศสเปน ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอาดาฆา...

    อาบิลา (สเปน: Ávila) เป็นเมืองแห่งหนึ่งของประเทศสเปน ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอาดาฆา (Adaja) ในแคว้นปกครองตนเองกัสติยาและเลออน อาบิลาเป็นเมืองหลักของจังหวัดที่มีชื่อเดียวกันและเป็นเมืองหลักจังหวัดที่ตั้งอยู่สูงที่สุดของประเทศ กล่าวคือ ตั้งอยู่ที่ 1,131 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ด้วยเหตุนี้ในเขตเมืองจึงมีหิมะตกค่อนข้างบ่อยในฤดูหนาว ตัวเมืองมีสภาพภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ในปี ค.ศ. 2012 มีประชากรอาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองอาบิลาประมาณร้อยละ 34 ของประชากรทั้งจังหวัด หลังจากที่จักรวรรดิโรมันได้สถาปนาอำนาจขึ้นในพื้นที่และกลมกลืนชนพื้นเมืองชาวเวตตอน (Vettones) ให้เข้ากับอารยธรรมโรมันแล้ว (เนื่องจากไม่เหลือร่องรอยการตั้งถิ่นฐานสมัยก่อนโรมันที่ชัดเจนในเขตเมืองเก่า) อาบิลาก็เปลี่ยนมาอยู่ในอำนาจของชาววิซิกอท จากนั้นจึงตกอยู่ใต้อำนาจของชาวมุสลิมในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 เช่นเดียวกับพื้นที่ส่วนใหญ่ของคาบสมุทรไอบีเรีย ชาวคริสต์ไม่สามารถยึดเมืองคืนไปได้อย่างเด็ดขาดจนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 11 เมืองมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างโดดเด่นในคริสต์ศตวรรษที่ 16 แต่ต่อมาก็ประสบภาวะวิกฤตที่ยาวนานจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งมีการก่อสร้างทางรถไฟผ่านตัวเมือง สภาพเศรษฐกิจจึงกระเตื้องขึ้นในระดับหนึ่ง อาบิลาได้รับพระราชทานสมญานาม "อาบิลาแห่งพระมหากษัตริย์" (Ávila del Rey) จากพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 7 แห่งเลออน, "อาบิลาแห่งเหล่าผู้จงรักภักดี" (Ávila de los Leales) จากพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 8 แห่งกัสตียา และ "อาบิลาแห่งเหล่าอัศวิน" (Ávila de los Caballeros) จากพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 11 แห่งกัสตียา สมญานามทั้งสามยังคงปรากฏอยู่ในธงและตราประจำเมืองในปัจจุบัน นอกจากนี้เมืองนี้ยังได้รับการยกย่องว่าเป็น "นครแห่งบทเพลงร้องและนักบุญ" (ciudad de cantos y de santos) มาแต่โบราณอีกด้วย สิ่งก่อสร้างที่เป็นสัญลักษณ์ของอาบิลาคือกำแพงเมืองยุคกลางซึ่งอยู่ในสภาพสมบูรณ์ สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมโรมาเนสก์ สิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่มีความโดดเด่น เช่น อาสนวิหารอาบิลา (ซึ่งมีมุขโค้งด้านสกัดรวมเป็นส่วนหนึ่งของแนวกำแพงเมือง), มหาวิหารนักบุญบิเซนเต, สำนักชีนักบุญยอแซฟ เป็นต้น ย่านเมืองเก่ายุคกลางรวมทั้งโบสถ์บางแห่งนอกกำแพงเมืองซึ่งอยู่ในสภาพการอนุรักษ์ที่ดีเยี่ยมได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกร่วมกันในปี ค.ศ. 1985

    Rattanaphon Pattha
  • ค่ำ
    • บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

    • ที่พัก : HOTEL HORUS, SALAMANCA (3) หรือที่พักระดับใกล้เคียง
วันที่ห้า 5 : ซาลามังกา – กาเซเรส – เมรีด้า
  • เช้า
    • บริการอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก

    • หลังอาหารชมเมืองเมือง ‘ซาลามังกา’ เมืองโบราณที่ตั้งอยู่บนที่ราบสูงริมแม่น้ำตอร์เมสในแคว้นคาสตีลและเลออน ได้รับขึ้นเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก้ ในปี 1988 ชมสะพานโรมันโบราณ (Puente Romano) ที่ยังหลงเหลือมาจากยุคประวัติศาสตร์ซึ่งมีอายุนานกว่าร้อยปี ชมมหาวิทยาลัยซาลามังกา เป็นอีกหนึ่งในมหาวิทยลัยอันเก่าแก่ของยุโรป ถูกสร้างขึ้นโดย พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 9 แห่งเลออน เข้าสู่พลาซามายอร์ (Plaza Mayor) จัตุรัสเก่าแก่ของเมือง ‘วิหารเก่าซาลามังกา’ (Old Cathedral) อาสนวิหารซาลามังกาหลังเก่าเป็นโบสถ์โรมาเนสก์ที่สวยสดงดงามสร้างอุทิศให้กับซานตามาเรียเดลาเซเด ซึ่งก่อสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 12 ใกล้กันยังเป็นที่ตั้งของวิหารใหม่ซาลามังกา (New Cathedral) อาสนวิหารซาลามังกาหลังใหม่เป็นอาคารขนาดใหญ่ที่สุดและสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเมือง ที่ใช้เวลาก่อสร้างมานานสองศตวรรษ (ค.ศ. 1513-1733) ทางสู่เมือง ‘กาเซเลซ’ (204 ก.ม.)
    ซาลามังกา (สเปน: Salamanca) เป็นเมืองหลักของจังหวัดซาลามังกาในแคว้นกัสติยาและเลอ...

    ซาลามังกา (สเปน: Salamanca) เป็นเมืองหลักของจังหวัดซาลามังกาในแคว้นกัสติยาและเลออน ทางภาคตะวันตกของประเทศสเปน ตั้งอยู่บนที่ราบสูงริมแม่น้ำตอร์เมส ซึ่งมีสะพานข้ามแห่งหนึ่งสูง 150 เมตร สร้างบนส่วนโค้ง (arch) 26 ชิ้นส่วน โดย 15 ชิ้นส่วนนั้นสร้างขึ้นในสมัยโรมัน ส่วนที่เหลือสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ปัจจุบัน (ค.ศ. 2005) ซาลามังกามีประชากร 160,331 คน ซาลามังกาตั้งขึ้นก่อนสมัยโรมโบราณโดยชาวเคลติเบเรียนเผ่าหนึ่งชื่อ วักไกอี (Vaccaei) โดยเป็นหนึ่งในสองป้อมปราการที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันดินแดนของพวกเขาใกล้แม่น้ำดวยโร ต่อมาในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช ชาวคาร์เทจซึ่งนำโดยฮันนิบาลได้เข้าจู่โจมและยึดครองเมืองนี้ จนกระทั่งคาร์เทจสูญเสียอำนาจในคาบสมุทรไอบีเรียให้กับสาธารณรัฐโรมัน เมืองนี้จึงเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นในฐานะศูนย์กลางการค้า ในสมัยโรมัน ซาลามังกามีชื่อเรียกว่า "ซัลมันตีกา" (Salmantica) หนึ่งในช่วงที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองนี้คือปี ค.ศ. 1218 (พ.ศ. 1761) เมื่อพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 9 แห่งเลออนทรงก่อตั้งมหาวิทยาลัยซาลามังกาขึ้นที่เมืองนี้ และหลังจากนั้นไม่นานนัก มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางวิชาการที่สำคัญและมีชื่อเสียงมากที่สุดในยุโรป ในช่วงสงครามคาบสมุทร (ซึ่งนโปเลียนเข้ามาเกี่ยวข้อง) นั้น ยุทธการที่ซาลามังกาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1812 (พ.ศ. 2355) เป็นความปราชัยครั้งสำคัญของกองทัพฝรั่งเศส และยังเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของซาลามังกาด้วย เนื่องจากซีกตะวันตกของเมืองถูกโจมตีเสียหายอย่างหนัก

    Rattanaphon Pattha
  • เที่ยง
    • บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • บ่าย
    • ชมเมือง กาเซเลซ เมืองโบราณ ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อ 25 ปีก่อนคริสต์กาลโดยกองทัพชาวโรมันที่ขยายอาณานิคมเข้ามาถึงดินแดนคาตาเนียในอดีต ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของจังหวัดกาเซเรส และยังเป็นเมืองที่มีอาณาเขตกว้างขวางที่สุดในประเทศสเปน ชมเขตเมืองเก่าหรือ "ซิวดัดโมนูเมนตัล" (Ciudad Monumental) ยังคงมีกำแพงโบราณล้อมรอบอยู่โดยยังคงลักษณะที่ได้สร้างไว้ในยุคกลางอย่างสมบูรณ์ ที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1986 ชมหอคอยบูคาโก (Torre del Bujaco) หอคอยมีชื่อเสียงมากที่สุดเมือง // จากนั้นเดินทางสู่เมือง “เมรีด้า” (75 ก.ม.)
    กาเซเรส (สเปน: Cáceres) เป็นเมืองหลักของจังหวัดกาเซเรสในแคว้นเอซเตรมาดูรา ทางภาค...

    กาเซเรส (สเปน: Cáceres) เป็นเมืองหลักของจังหวัดกาเซเรสในแคว้นเอซเตรมาดูรา ทางภาคตะวันตกของประเทศสเปน เขตเทศบาลของเมืองมีเนื้อที่ 1,750.33 ตารางกิโลเมตร (675.806 ตารางไมล์) ซึ่งเป็นขอบเขตทางภูมิศาสตร์ (เมือง) ที่ใหญ่ที่สุดในสเปน เขตเมืองเก่าหรือ "ซิวดัดโมนูเมนตัล" (Ciudad Monumental) ยังคงมีกำแพงโบราณล้อมรอบอยู่โดยยังคงลักษณะที่ได้สร้างไว้ในยุคกลางอย่างสมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยของความเป็นปัจจุบันให้เห็น มหาวิทยาลัยเอซเตรมาดูราและหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ 2 แห่งก็ตั้งอยู่ในเมืองนี้ นอกจากนี้กาเซเรสยังเป็นที่ตั้งของสังฆมณฑลคาทอลิกโกเรีย-กาเซเรส (Coria-Cáceres) กาเซเรสได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ. 1986 เนื่องจากความโดดเด่นของงานสถาปัตยกรรมในเมืองที่มีการผสมผสานระหว่างรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ โรมัน อิสลาม นอร์เทิร์นกอทิก และศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาแบบอิตาลี ซึ่งเป็นผลมาจากการสงครามหลายครั้งที่รบกันที่เมืองนี้ตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ หอคอยประมาณ 30 แห่งที่สร้างขึ้นในสมัยอัลอันดะลุส (สมัยที่ชาวมุสลิมมีอำนาจในสเปน) ยังคงอยู่ในเมืองนี้ โดยหอคอยบูฆาโก (Torre del Bujaco) มีชื่อเสียงมากที่สุด ปรากฏการตั้งถิ่นฐานใกล้เมืองกาเซเรสมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีหลักฐานคือภาพเขียนต่าง ๆ ในถ้ำมัลตราบิเอโซ (Maltravieso) และถ้ำเอลโกเนฆาร์ (El Conejar) ซึ่งเขียนขึ้นในยุคหินเก่าตอนปลาย (ประมาณ 25,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช) กาเซเรสเริ่มมีความสำคัญขึ้นมาในฐานะเมืองยุทธศาสตร์ภายใต้การครอบครองของโรมัน ซากปรักอยู่ในเมืองนั้นเป็นตัวบ่งชี้ว่ากาเซเรสได้รับการก่อตั้งและมีความเจริญมาตั้งแต่ 25 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซากกำแพงเมืองบางส่วนซึ่งสร้างขึ้นโดยชาวโรมันตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 3 และคริสต์ศตวรรษที่ 4 ยังคงปรากฏอยู่ รวมทั้งทางเข้า-ออกเมืองทางหนึ่งคือ Arco del Cristo หลังจากจักรวรรดิโรมันล่มสลายลง ชาววิซิกอทซึ่งเป็นชนเผ่าเยอรมันกลุ่มหนึ่งได้ปกครองกาเซเรสสืบต่อมา ถือเป็นยุคเสื่อมถอยยุคหนึ่งของเมือง จนกระทั่งชาวมัวร์ (ชาวอาหรับจากแอฟริกาเหนือ) สามารถยึดเมืองนี้ได้ในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 กาเซเรสใช้เวลาส่วนใหญ่ของอีก 2-3 ศตวรรษถัดมาอยู่ภายใต้การปกครองของชาวมัวร์ แม้จะมีหลายครั้งที่ตกไปอยู่ในการยึดครองของชาวคริสต์ก็ตาม ในช่วงนี้ชาวมัวร์ได้สร้างเมืองกาเซเรสขึ้นใหม่ รวมทั้งกำแพง พระราชวัง และหอคอยหลายแห่ง ซุ้มประตู Arco de Estrella ต่อมาชาวคริสต์ซึ่งนำโดยพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 9 จากราชอาณาจักรเลออนทางตอนเหนือของคาบสมุทรไอบีเรียสามารถยึดกาเซเรสคืนได้ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ระหว่างนี้กาเซเรสมีย่านชาวยิวที่สำคัญอยู่หนึ่งแห่ง เมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ทั้งเมืองมีประชากร 2,000 คน และมีครอบครัวชาวยิวถึงเกือบ 140 ครอบครัวอาศัยอยู่ แต่ในที่สุดประชากรชาวยิวก็ถูกขับไล่ออกไปจากสเปนเมื่อปี ค.ศ. 1492 ร่องรอยอิทธิพลของชาวยิวในช่วงก่อนหน้านี้ยังคงหลงเหลือให้เห็นถึงปัจจุบันในเมืองนี้ โดยเฉพาะในย่านซานอันโตนิโอ กาเซเรสมีความเจริญรุ่งเรืองในช่วงการพิชิตดินแดนคืน (ตามที่ได้กล่าวแล้ว) และในช่วงการค้นพบทวีปอเมริกา เนื่องจากชนชั้นสูงที่ทรงอิทธิพลของสเปนจำนวนมากได้มาสร้างบ้านเรือนและวังเล็ก ๆ ที่นี่ และสมาชิกในตระกูลต่าง ๆ จากเมืองนี้ (รวมทั้งจากแคว้นเอซเตรมาดูรา) หลายคนได้ร่วมเดินทางไปยังทวีปอเมริกาเพื่อแสวงหาความมั่งคั่ง จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 19 กาเซเรสได้กลายเป็นเมืองหลักของจังหวัด ทำให้เกิดความเจริญเติบโตในด้านต่าง ๆ ขึ้นอีกครั้งหนึ่งหลังจากชะงักงันไปในช่วงสงครามกลางเมืองสเปน สำนักงานใหญ่ของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานของรัฐหลายแห่งสามารถพบได้ที่เมืองนี้ ซึ่งในปี ค.ศ. 2007 มีประชากรจำนวน 91,606 คน

    Rattanaphon Pattha
  • เย็น
    • บริการอาหารเย็น ณ ภัตตาคาร

    • ที่พัก : VELADA MERIDA HOTEL (4) หรือที่พักระดับใกล้เคียง
วันที่หก 6 : เมรีด้า – เซบีญ่า – ชมระบำฟลาเมงโก้
  • เช้า
    • บริการอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก

    • หลังอาหารชมเมือง “เมรีด้า” เมืองหลวงแห่งแคว้นเอ็กซ์เตรมาดูร่า ในอดีตนั้นเมืองแห่งนี้ถูกใช้เพื่อขยายอาณาเขตอาณาจักรโรมันในช่วงก่อนคริสตศตวรรษและยับยั้งการรุกรานของชนชาติต่างๆ ชมจตุรัสพลาซาเดเอสปันญา ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยยุคกลาง บริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของป้อมอัลกาซาบา ที่สร้างขึ้นโดยผู้ปกครองชาวมัวร์ในปี 835 เพื่อป้องกันตัวจากการการต่อต้านของชาวพื้นเมือง โดยกำแพงมีความสูง 10 เมตร ชมวิหารเทพีไดอาน่า ที่สร้างอุทิศให้กับลัทธิเทวจักรพรรดิของโรมัน สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 1 ชมสะพานโรมันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มโบราณคดีเมรีดา ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโกใน ค.ศ. 1993

    • จากนั้นเดินทางสู่เมือง เซบีญ่า (193 กม.) เมืองศูนย์กลางทางการเงิน วัฒนธรรมศิลปะของภาคใต้ของสเปน เมืองหลวงของแคว้นปกครองตนเองอันดาลูเซีย
    เมริดา เป็นเมืองหลักของแคว้นเอซเตรมาดูรา ทางภาคตะวันตกของประเทศสเปน ในปี ค.ศ. 2...

    เมริดา เป็นเมืองหลักของแคว้นเอซเตรมาดูรา ทางภาคตะวันตกของประเทศสเปน ในปี ค.ศ. 2007 มีประชากร 54,893 คน เมืองเมริดาได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อ 25 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในชื่อภาษาละตินว่า เอเมรีตาเอากุสตา (Emerita Augusta) [ชื่อเมือง "เมริดา" กลายเสียงมาจากชื่อนี้] หลังจากที่จักรพรรดิออกุสตุสแห่งจักรวรรดิโรมันได้มีคำสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันช่องทางและสะพานข้ามแม่น้ำกวาเดียนา โดยมีกองทหารโรมัน 2 กลุ่มเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานเดิม ได้แก่ กองทหารที่ 5 อาเลาได (Legio V Alaudae) และ กองทหารที่ 10 เกมีนา (Legio X Gemina) ต่อมาเมืองนี้ได้กลายเป็นเมืองหลวงของจังหวัดลูซีตาเนียของโรมันและเป็นหนึ่งในเมืองที่สำคัญที่สุดของจักรวรรดิ เมริดาได้อนุรักษ์สถานที่ต่าง ๆ ที่สร้างในสมัยโรมันไว้มากกว่าเมืองอื่น ๆ ของสเปน (รวมทั้งประตูชัยในสมัยจักรพรรดิทราจันด้วย) เนื่องจากเหตุนี้ "กลุ่มโบราณคดีเมริดา" จึงได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นแหล่งมรดกโลก

    Rattanaphon Pattha
    เซบิยา (สเปน: Sevilla) เป็นศูนย์กลางทางการเงิน วัฒนธรรม และศิลปะของภาคใต้ของประเ...

    เซบิยา (สเปน: Sevilla) เป็นศูนย์กลางทางการเงิน วัฒนธรรม และศิลปะของภาคใต้ของประเทศสเปน และยังเป็นเมืองหลักของแคว้นปกครองตนเองอันดาลูซิอาและจังหวัดเซบิยาอีกด้วย พิกัดภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ที่ 37°22′38″ เหนือ และ 5°59′13″ ตะวันตก) มีแม่น้ำกัวดัลกิบีร์ไหลผ่าน ตั้งอยู่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรไอบีเรีย เฉพาะในเมืองเซบิยามีจำนวนประชากร 688,711 คนในปี พ.ศ. 2561 แต่ถ้ารวมพื้นที่เขตเมือง (urban area) จะมีจำนวนประชากร 1,107,000 คน และถ้ารวมประชากรในเขตมหานคร (เขตเมืองรวมกับเมืองบริวาร) จะมีจำนวนสูงถึง 1,519,639 คน ทำให้เขตมหานครเซบิยาเป็นเขตมหานครที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของสเปน

    Rattanaphon Pattha
  • เที่ยง
    • บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • บ่าย
    • หลังอาหาร เข้าชม มหาวิหารประจำเมือง (Catedral de Sevilla) มหาวิหารแห่งนี้เคยเป็นมัสยิดมาก่อน ต่อมาจึงถูกชาวคริสต์สร้างโบสถ์ครอบอีกที จากการสร้างและต่อเติมอีกหลายส่วน จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นมหาวิหารสไตล์โกธิคที่ใหญ่ที่สุดในโลก และใหญ่เป็นอันดับสามในบรรดามหาวิหารของคริสต์ศาสนจักร รองจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่วาติกัน สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1042 และสร้างเสร็จเมื่อ ปี ค.ศ. 1519 ซึ่งใช้เวลาสร้างนานเกือบ 500 ปี ชมหลุมฝังศพของนักสำรวจ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส รูปปั้นทั้ง 4 ที่แบกหลุมศพขึ้นไว้ด้านบนแสดงถึงอาณาจักรที่ได้รับชัยชนะ ชมพลาซ่าเดอเอสปานา (Plaza de Espana) กลุ่มอาคารครึ่งวงกลมตั้งเป็นแนวยาว หากมองไปแต่ละซุ้มโค้งประตูจะเห็นว่ามีตราประจำจังหวัดของประเทศสเปนเรียงตามตัวอักษรไว้อยู่ที่นี่
    มหาวิหารเซนต์แมรีแห่งซี (สเปน: Catedral de Santa María de la Sede) หรือที่รู้จัก...

    มหาวิหารเซนต์แมรีแห่งซี (สเปน: Catedral de Santa María de la Sede) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อมหาวิหารเซบียา เป็นโบสถ์นิกายโรมันคาธอลิกในเมืองเซบียา แคว้นอันดาลูเซีย ประเทศสเปน ได้รับการจดทะเบียนในปี พ.ศ. 2530 โดยยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก พร้อมด้วยพระราชวังอัลคาซาร์ที่อยู่ติดกันและหอจดหมายเหตุทั่วไปของชาวอินเดีย เป็นโบสถ์ที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก (ขนาดยังคงเป็นประเด็นถกเถียง) และโบสถ์แบบโกธิกที่ใหญ่ที่สุด หลังจากสร้างเสร็จในต้นศตวรรษที่ 16 มหาวิหารเซบียาได้เข้ามาแทนที่ฮายาโซเฟียเป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเป็นชื่อที่โบสถ์ไบแซนไทน์ถือกำเนิดมานับพันปี ส่วนแบบโกธิกเพียงอย่างเดียวมีความยาว 126 ม. (413 ฟุต) กว้าง 76 ม. (249 ฟุต) และความสูงสูงสุดตรงกลางปีกนกคือ 42 ม. (138 ฟุต) ความสูงรวมของหอคอย Giralda จากพื้นดินถึงใบพัดสภาพอากาศคือ 104.5 ม. (342 ฟุต 10 นิ้ว) อาสนวิหารเซบียาเป็นสถานที่รับบัพติสมาของ Infante Juan of Aragon ในปี 1478 ลูกชายคนเดียวของกษัตริย์คาทอลิก Ferdinand II แห่ง Aragon และ Isabella I แห่ง Castile โบสถ์หลวงของที่นี่เป็นที่เก็บรักษาซากของจักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 3 แห่งกัสติยา ผู้พิชิตเมือง ลูกชายและทายาทของเขา อัลฟองโซ เดอะ ไวส์ และกษัตริย์ปีเตอร์ เดอะ จัสต์ ผู้สืบเชื้อสายมาจากพวกเขา อนุสาวรีย์งานศพของพระคาร์ดินัลฮวน เด เซร์บันเตสและเปโดร กอนซาเลซ เด เมนโดซาตั้งอยู่ท่ามกลางโบสถ์น้อย คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส และลูกชายของเขา ดิเอโก ก็ถูกฝังอยู่ในอาสนวิหารเช่นกัน

    Rattanaphon Pattha
  • ค่ำ
    • บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังอาหารชมระบำฟลาเมงโก (Flamenco) การแสดงประจำชาติอันเป็นวัฒนธรรมที่โด่งดังของทางตอนใต้ในเมืองซาบียา ระบำนี้มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แล้วจนเมื่อปี ค.ศ.2010 องค์การยูเนสโก ก็ได้ประกาศให้ระบำฟลาเมงโก เป็นหนึ่งในมรดกวัฒนธรรมวัฒนธรรมบอกเล่าและมรดกวัฒนธรรม ด้วยจังหวะเพลงที่สนุกสนานเร้าใจ การแต่งกายมีสีสันสวยงาม

    • พัก : AC HOTEL, SEVILLA (5) หรือที่พักระดับใกล้เคียง
วันที่เจ็ด 7 : เซบีญ่า – เซทเทนิล เด ลาส โบเดกาส – รอนดา – กรานาดา
  • เช้า
    • บริการอาหารเช้า ที่ห้องอาหารของโรงแรม

    • หลังอาหารเดินทางสู่เมือง เซทเทนิล เด ลาส โบเดกาส “Setenil de las Bodagas” (121 กม.) เมืองเก่าแก่อายุกว่า 1,000 ปี ที่มีความโดดเด่นและแปลกจากเมืองอื่นในสเปนที่สร้างบ้านเรือนที่แทรกไปหินผาใต้หุบเขา ที่ขนาบไปกับแม่น้ำ Trejo ที่กระแสน้ำกัดเซาะแนวหิน สองข้างทางเป็นระยะเวลานาน หลายล้านปี จนเกิดเป็นโพรงลึกยาว ไปตามโค้งน้ำ อาคารบ้านเรือนซึ่งสร้างตามรูปแบบที่เรียกว่า Andalucian Design ที่นิยมทาบ้านด้วยสีขาวเพื่อช่วยในการระบายความร้อน

    • จากนั้นเดินทางสู่เมืองรอนดา “Ronda” (17 กม.) เมืองเก่าแก่ขนาดเล็กแห่งแคว้นแอนดารูเซีย ตั้งอยู่บนที่ราบสูงเอลทาโจ และมีแม่น้ำเอลทาโจไหลผ่านหุบเขา โดยมีสะพาน ปูเอนเต้นูโว (Puente Nuevo)
    รอนดา (การออกเสียงภาษาสเปน: [ˈronda]) เป็นเมืองในจังหวัดมาลากาของสเปน อยู่ห่างจา...

    รอนดา (การออกเสียงภาษาสเปน: [ˈronda]) เป็นเมืองในจังหวัดมาลากาของสเปน อยู่ห่างจากเมืองมาลากาไปทางตะวันตกประมาณ 105 กม. (65 ไมล์) ภายในชุมชนปกครองตนเองอันดาลูเซีย มีประชากรประมาณ 35,000 คน รอนดาเป็นที่รู้จักจากที่ตั้งริมหน้าผาและมีช่องว่างลึกที่ไหลไปตามแม่น้ำกัวดาเลวินและแบ่งเมืองออกไป ปัจจุบันเป็นหนึ่งในเมืองและหมู่บ้านที่รวมอยู่ในอุทยานธรรมชาติเซียร์รา เด ลาส นีฟ

    Rattanaphon Pattha
  • เที่ยง
    • บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • บ่าย
    • นำท่านชม ระเบียงชมวิวในสวนสาธารณะ Alameda Del Tajo ซึ่งตั้งอยู่บนหุบเขาที่มีความสูงกว่า 150 เมตร ชมสะพานปูเอนเต้นูโว (Puente Nouvo) สะพานยุคศตวรรษที่ 18 ใช้เวลาสร้าง กว่า 42 ปี ซึ่งเชื่อมระหว่างย่านเมืองเก่าของชาวมัวร์อันเป็นที่ตั้งของพระราชวังของกษัตริย์ชาวมัวร์ อีกด้านหนึ่งของแม่น้ำเป็นที่อยู่อาศัยของชาวคาธอลิก

    • เดินทางสู่เมืองกรานาด้า “Granada” (180 กม.) เมืองในหุบเขาแห่งชนชาติมัวร์ ตั้งอยู่ตีนเทือกเขาเซียร์ราเนวาดา (Sierra Nevada Mountains) บริเวณที่แม่น้ำดาร์โร (Darro) และแม่น้ำเฮนิล (Genil)
    กรานาดา (สเปน: Granada) เป็นเมืองหลวงของจังหวัดกรานาดาในแคว้นปกครองตนเองอันดาลูซ...

    กรานาดา (สเปน: Granada) เป็นเมืองหลวงของจังหวัดกรานาดาในแคว้นปกครองตนเองอันดาลูซิอา ประเทศสเปน ตั้งอยู่ตีนเทือกเขาซิเอร์ราเนวาดาตรงบริเวณที่แม่น้ำดาร์โร (Darro) และแม่น้ำเฆนิล (Genil) มาบรรจบกัน ที่ระดับความสูง 738 เมตรจากระดับน้ำทะเล จากการสำรวจสำมะโนประชากรในปี พ.ศ. 2548 เฉพาะในพื้นที่เมืองกรานาดาจริง ๆ มีจำนวนประชากร 236,982 คน ส่วนในเขตเมืองทั้งหมด (urban area) มีจำนวน 472,638 คน เป็นเขตเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 13 ของราชอาณาจักรสเปน ประมาณร้อยละ 3.3 ของประชากรไม่ได้ถือสัญชาติสเปน และร้อยละ 31 จากจำนวนนี้มาจากอเมริกาใต้ ป้อมและพระราชวังอาลัมบรา (Alhambra) ของชาวมัวร์อยู่ในเมืองกรานาดา เป็นหนึ่งในสิ่งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของมรดกทางประวัติศาสตร์ของมุสลิม ยิว และคริสต์ที่ทำให้เมืองนี้เป็นจุดสนใจในบรรดาเมืองท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของสเปน กรานาดายังเป็นที่รู้จักกันดีในสเปนเนื่องจากเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยกรานาดาอันทรงเกียรติ รวมทั้งชีวิตกลางคืน ซึ่งจริง ๆ แล้วกล่าวกันว่าเมืองนี้เป็นหนึ่งในสามเมืองที่ดีที่สุดสำหรับเหล่านักศึกษา (อีกสองเมืองคือซาลามังกาและซานเตียโกเดกอมโปสเตลา)

    Rattanaphon Pattha
  • ค่ำ
    • บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

    • พัก: NH CORRECTION HOTEL, GRANADA (6) หรือที่พักระดับใกล้เคียง
วันที่แปด 8 : กรานาดา – พระราชวังอาลัมบรา – มหาวิหารแห่ง กรานาด้า – มูเซีย
  • เช้า
    • บริการอาหารเช้า ที่ห้องอาหารของโรงแรม

    • หลังอาหารเข้าชม ‘พระราชวังอาลัมบรา’ (Alhambra Palace) พระราชวังนี้สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1248-1354 โดยกษัตริย์มุสลิมชาวมัวร์ พระเจ้าโมฮัมเหม็ดที่ 1 อิบน์ นัสร์แห่งราชวงศ์นาสริด ซึ่งเป็นราชวงศ์ของชาวมุสลิมราชวงศ์สุดท้ายในสเปน คำว่า "อาลัมบรา" มาจากคำในภาษาอาหรับว่า "อัลคัมรอ" แปลว่า "(สิ่งที่มี) สีแดง" เนื่องจากตัวป้อมปราการนั้นก่อสร้างด้วยหิน ดิน และอิฐสีแดง ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1984 นำท่านชมเมืองเจยัน (JAEN) (92 กม.) เมืองเก่าแก่ในแคว้นอันดาลูซีย ภาคใต้ของสเปน
    อาลัมบรา (สเปน: Alhambra) คือพระราชวังและป้อมปราการตั้งอยู่ที่เมืองกรานาดาในแคว้...

    อาลัมบรา (สเปน: Alhambra) คือพระราชวังและป้อมปราการตั้งอยู่ที่เมืองกรานาดาในแคว้นอันดาลูซิอา ทางภาคใต้ของประเทศสเปน สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1248-1354 โดยกษัตริย์มุสลิมชาวมัวร์ สุลต่านมุฮัมมัดที่ 1 อิบน์ นัสร์แห่งราชวงศ์นาสริด ซึ่งเป็นราชวงศ์ของชาวมุสลิมราชวงศ์สุดท้ายในสเปน คำว่า "อาลัมบรา" มาจากคำในภาษาอาหรับว่า "อัลฮัมรออ์" (อาหรับ: الْحَمْرَاء‎, Al-Ḥamrā) แปลว่า "(สิ่ง) ที่มีสีแดง" เนื่องจากตัวป้อมปราการนั้นก่อสร้างด้วยหิน ดิน และอิฐสีแดง ส่วนอาคารอื่น ๆ ซึ่งสร้างด้วยใช้ปูนขาวเป็นส่วนประกอบก็จะเห็นเป็นสีออกแดง ๆ เช่นกัน สถาปัตยกรรมของพระราชวังอาลัมบรามีความโดดเด่นด้วยลายแกะสลักอย่างละเอียดและประณีต ทั้งผนัง เสา เพดาน โค้งซุ้มประตูต่าง ๆ ล้วนแกะสลักอย่างละเอียด นับเป็นงานศิลป์ชั้นยอดของชาวมัวร์ในยุคนั้น อาลัมบราถือเป็นผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมมัวร์ แม้อาลัมบราจะมีที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง แต่ก็มีระบบการจัดการเกี่ยวกับน้ำที่ดี มีการทำคูคลองส่งน้ำจากด้านล่างขึ้นมายังพระราชวังเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาด้านการชลประทานของชาวมัวร์ได้เป็นอย่างดี ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 อาลัมบราถูกทอดทิ้งจนค่อย ๆ กลายสภาพเป็นที่พักของบรรดาคนจรจัดที่มาอาศัยอยู่กันอย่างระเกะระกะ และทรุดโทรมลงไปเรื่อย ๆ พระราชวังบางส่วนถูกทำลายเนื่องจากความไม่รู้ถึงคุณค่าของพระราชวังแห่งนี้ อย่างไรก็ดี หลังจากที่อาลัมบราได้กลายเป็นฉากหนึ่งในนวนิยายเรื่อง Tales of the Alhambra รัฐบาลสเปนก็ได้ให้ความสนใจในการบูรณปฏิสังขรณ์พระราชวังแห่งนี้ให้กลับมามีสภาพที่ดีอีกครั้ง และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับสถานที่ในบริเวณเดียวกันอีกสองแห่งในนามว่า "อาลัมบรา, เฆเนราลิเฟ และอัลไบซินแห่งกรานาดา"

    Rattanaphon Pattha
  • เที่ยง
    • บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • บ่าย
    • หลังอาหารนำท่านเก็บภาพ ‘มหาวิหารแห่ง กรานาด้า (Cathedral of Granada) วิหารนี้สร้างขึ้นตามพระบัญชาของพระนางเจ้าอิซาเบลลาหลังการต่อสู้ทางการทหาร Conquest of Granada ที่ทำให้สิ้นสุดการปกครองของมุสลิมที่ดำเนินมายาวนานถึง 800 ปี จากนั้นชมเมืองมูร์เซีย “Murcia” (219 กม.)
    วิหาร Granadaหรือวิหารของชาติ ( สเปน : วิหารกรานาดา, ซานตาโบสถ์วิหาร Catedral de...

    วิหาร Granadaหรือวิหารของชาติ ( สเปน : วิหารกรานาดา, ซานตาโบสถ์วิหาร Catedral de la Encarnaciónเดอกรานาดา ) เป็นโรมันคาทอลิ คริสตจักรในเมืองกรานาดาซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดชื่อเดียวกันในที่เขตปกครองตนเองของดาลูเซีย , สเปน โบสถ์เป็นที่นั่งของเขตปกครองของกรานาดา เช่นเดียวกับมหาวิหารอื่น ๆ อีกมากมายในดาลูเซียมันถูกสร้างขึ้นที่ด้านบนของมัสยิดหลักของเมืองหลังจากที่ปราบอีกครั้งกรานาดา ซึ่งแตกต่างจากมหาวิหารส่วนใหญ่ในสเปนการก่อสร้างไม่ได้เริ่มขึ้นจนกระทั่งศตวรรษที่สิบหกในปี 1518 ในใจกลางเมดินาของชาวมุสลิมเก่าหลังจากการเข้าซื้ออาณาจักรNasridแห่งกรานาดาจากผู้ปกครองชาวมุสลิมในปี 1492 ในขณะที่แผนการแรกสุดมีการออกแบบแบบโกธิคเช่นที่เห็นได้ชัดในRoyal Chapel of Granadaโดย Enrique Egas การก่อสร้างส่วนใหญ่ของโบสถ์เกิดขึ้นเมื่อสไตล์เรอเนสซองซ์ของสเปนเข้ามาแทนที่สถาปัตยกรรมแบบกอธิคในสเปน ฐานรากของโบสถ์ถูกวางโดย Enrique Egas เริ่มตั้งแต่ปี 1518 ถึงปี 1523 บนที่ตั้งของมัสยิดหลักของเมือง ภายในปี 1529 Egas ถูกแทนที่โดยDiego de Siloéซึ่งทำงานมาเกือบสี่ทศวรรษในโครงสร้างจากพื้นถึงบัวโดยวางแผนtriforiumและห้า naves แทนที่จะเป็นสามแบบปกติ ส่วนใหญ่ผิดปกติเขาสร้างนายกเทศมนตรีวงกลม Capilla (โบสถ์หลัก) แทนที่จะเป็นรูปครึ่งวงกลมแหกคอกบางทีอาจจะเป็นแรงบันดาลใจจากความคิดของอิตาเลี่ยนสำหรับวงกลม 'อาคารที่สมบูรณ์แบบ' (เช่นในอัลเบอร์ผลงาน 's) ภายในโครงสร้างของมหาวิหารได้ผสมผสานสถาปัตยกรรมอื่น ๆ ของ Vitruvian เข้าด้วยกัน

    Rattanaphon Pattha
  • ค่ำ
    • บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

    • พักที่ : OCCIDENTAL MURCIA SIETE CORONAS (7) หรือที่พักระดับใกล้เคียง
วันที่เก้า 9 : มูร์เซีย – มหาวิหารซานต้ามาเรีย – วาเลนเซีย
  • เช้า
    • บริการอาหารเช้า ที่ห้องอาหารของโรงแรม

    • หลังอาหารเดินนำท่านชมเมืองมูเซีย เมืองที่ตั้งริมฝั่งแม่น้ำเซกูรา ในแคว้นมูร์เซีย แคว้นเล็กๆ ติดกับเขตปกครองตนเองของอันดาลูเซีย ถ่ายรูปกับ มหาวิหารแห่งมูร์เซีย หรือ มหาวิหารซานต้ามาเรีย (Catedral de Santa María de Murcia /Murcia Cathedral) มหาวิหารซึ่งถูกสร้างขึ้น ในปี 1394 ในรูปแบบสถาปัตยกรรมต่างๆ ในความเป็นจริงการตกแต่งภายในของอาสนวิหารส่วนใหญ่เป็นแบบโกธิกส่วนหน้าอาคารหลักที่สวยงามคือบาร็อคหอระฆังเป็นแบบเรอเนสซองส์และนีโอคลาสสิกและ Junterones Chapel เป็นแบบเรอเนสซองส์ โดยมีซุ้มที่สวยงามหันหน้าไปทางพลาซ่า Capilla de los Vélez เป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญที่สุดของมูร์เซีย
    มูร์เซีย (สเปน: Murcia) เป็นเมืองหลวงของแคว้นชื่อเดียวกัน ในประเทศสเปน ตั้งอยู่ท...

    มูร์เซีย (สเปน: Murcia) เป็นเมืองหลวงของแคว้นชื่อเดียวกัน ในประเทศสเปน ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของประเทศ มีประชากร 436,870 คน (ค.ศ. 2009) คิดเป็นหนึ่งในสามของแคว้น เป็นตลาดพืชผลทางการเกษตร ผลิตผ้าไหม สิ่งทอ แป้ง ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม สินค้าเครื่องหนัง หมวก เป็นเมืองมหาวิทยาลัย มีมหาวิหารแห่งมูร์เซีย และมีอาคารศิลปะบาโรกหลายแห่ง ชาวโรมันเป็นพวกแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในคริสต์ศตวรรษที่ 9 ชาวมัวร์ได้เข้ามาสร้างเมืองขึ้นใหม่ และต่อมาชาวคริสต์ยึดกลับคืนได้ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรมูร์เซียในสมัยโบราณ

    Rattanaphon Pattha
  • เที่ยง
    • บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • บ่าย
    • หลังอาหารเดินทางสู่ เมืองวาเลนเซีย “Valencia” (230 กม.) เมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศสเปน หนึ่งในเมืองมรดกโลกของประเทศ

    • นำท่านถ่ายรูปกับหอคอยเซอรานอซ (Tower of Seranos) หนึ่งในสิบสองประตูของกำแพงเมืองโบราณเมืองบาเลนเซีย เข้าสู่ย่ายจัตุรัสกลางเมืองเก่าที่ถูกรายล้อมไปด้วยเหล่าอาคารสำคัญๆมากมาย รวมถึง ภัตตาคาร, บาร์, ร้านกาแฟ และร้านขายของที่ระลึกมากมาย ชมมหาวิหารซานต้ามาเรีย (Santa Maria Cathedral) มหาวิหารที่ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1238 เป็นสไตล์ผสมผสานระหว่างโรมาเนสก์, เรอเนอซองส์, นีโอคลาสสิก, และบาร็อคเข้าด้วยกัน
    บาเลนเซีย (สเปน: Valencia, ออกเสียง: [baˈlen.θi̯a]) มีชื่อทางการและชื่อท้องถิ่นว...

    บาเลนเซีย (สเปน: Valencia, ออกเสียง: [baˈlen.θi̯a]) มีชื่อทางการและชื่อท้องถิ่นว่า วาเล็นซิอา (บาเลนเซีย: València, ออกเสียง: [vaˈlen.si.a]) เป็นเมืองหลักของแคว้นบาเลนเซียและจังหวัดบาเลนเซีย เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศสเปนและเป็นย่านอุตสาหกรรมใหญ่ริมชายฝั่งโกสตาเดลอาซาอาร์ (Costa del Azahar) ในปี พ.ศ. 2549 เฉพาะเมืองนี้มีจำนวนประชากรคือ 807,396 คน ส่วนประชากรในเขตมหานคร (เขตเมืองรวมกับเมืองบริวาร) มีจำนวน 1,807,396 คน เมืองบาเลนเซียมีภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน มีฤดูร้อนที่แห้งอบอุ่นและอากาศหนาวที่ไม่รุนแรง มีสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงคือ สโมสรฟุตบอลบาเลนเซีย

    Rattanaphon Pattha
    หอคอยตอร์เรส เด เซอรานอซ เป็นหนึ่งในสิบสองประตูของกำแพงเมืองโบราณเมืองคริสเตียน...

    หอคอยตอร์เรส เด เซอรานอซ เป็นหนึ่งในสิบสองประตูของกำแพงเมืองโบราณเมืองคริสเตียน ( Muralla cristiana ) ของเมืองวาเลนเซีย ประเทศสเปน เป็นการออกแบบเป็นศิลปะสไตล์โกธิค สร้างขึ้นเมื่อช่วงท้ายของศตวรรษที่ 14 (ระหว่าง 1392 และ 1398) ปัจจุบันเป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานที่ได้รับการอนุรักษ์เอาไว้ดีที่สุดแห่งหนึ่ง และยังถือว่าเป็นหนึ่งในจุดชมวิวเมืองที่ดีที่สุดของของเมืองบาเลนเซีย

    Rattanaphon Pattha
  • ค่ำ
    • บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

    • พัก : VELADA HOTEL, MERIDA (8) หรือที่พักระดับใกล้เคียง
วันที่สิบ 10 : วาเลนเซีย – บาร์เซโลน่า – ชมเมือง – มองต์จูอิค – ถนนลารัมบลา
  • เช้า
    • บริการอาหารเช้า ที่ห้องอาหารของโรงแรม

    • เดินทางสู่เมืองบาร์เซโลนา (350 กม.) เมืองหลวงของแคว้น คาตาโลเนีย (Catalonia) หรือ คาตาลัน ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศสเปน ตั้งอยู่บนชายฝั่งของแหลมไอบีเรีย ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
    บาร์เซโลนา (สเปน: Barcelona) หรือ บาร์ซาโลนา (กาตาลา: Barcelona)เป็นเมืองหลักของ...

    บาร์เซโลนา (สเปน: Barcelona) หรือ บาร์ซาโลนา (กาตาลา: Barcelona)เป็นเมืองหลักของแคว้นกาตาลุญญา และเป็นเมืองใหญ่อันดับสองทั้งในด้านขนาดและประชากรของประเทศสเปน มีประชากรในตัวเมือง 1,620,943 คน แต่ถ้านับปริมณฑลโดยรอบอาจมากกว่า 4 ล้านคน ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของคาบสมุทรไอบีเรีย ใช้ภาษาทางการ 2 ภาษา คือ ภาษากาตาลาและภาษาสเปน บาร์เซโลนาเป็นเมืองท่าสำคัญ และเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เคยเป็นอาณานิคมของโรมันมาก่อน เคยถูกยึดครองโดยชาติต่าง ๆ หลายครั้ง รวมทั้งฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2183 บาร์เซโลนาเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวยามราตรีที่รื่นเริงสนุกสนาน บาร์เซโลนามีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่สำคัญมากมาย อาคารแบบนวศิลป์ที่ดูแปลกประหลาดออกแบบโดยสถาปนิกชาวสเปนชื่ออันตอนี เกาดี นับเป็นจุดดึงดูดด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญเมื่อปี พ.ศ. 2535 บาร์เซโลนาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 22 และเมื่อ พ.ศ. 2431 เคยเป็นที่จัดงานแสดงสินค้าโลก (World's Fair) บาร์เซโลนาเป็นเมืองชั้นนำที่มีนักท่องเที่ยว, เศรษฐกิจ, งานแสดงสินค้า และวัฒนธรรมที่ดีที่สุดเมืองหนึ่งของโลก โดยมีชื่อเสียงทั้งด้านการค้า, การศึกษา, สื่อความบันเทิง, แฟชัน, วิทยาศาสตร์ และศิลปะ จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นศูนย์การทางการค้าและวัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในคาบสมุทรไอบีเรีย และเป็นอันดับที่ 24 ของโลก (ตามหลังซือริช, ก่อนแฟรงก์เฟิร์ต)ในปี พ.ศ. 2551 บาร์เซโลนาเคยติด 10 อันดับที่เศรษฐกิจดีที่สุดตามผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ในสหภาพยุโรป และเป็นอันดับที่ 35 ของโลก ด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศมากถึง 177 พันล้านยูโร ในปี พ.ศ. 2555 บาร์เซโลนามีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 170 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นเมืองที่มีอัตราการจ้างงานมากที่สุดในประเทศสเปน ณ เวลานั้น ในปี พ.ศ. 2552 บาร์เซโลนาได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 3 เมืองที่ประสบความสำเร็จด้านชื่อเสียงของเมือง ในปีเดียวกัน บาร์เซโลนาได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 4 เมืองที่ดีที่สุดสำหรับการทำธุรกิจและเป็นเมืองที่เติบโตรวดเร็วที่สุดถึง 17% ต่อปี และเมืองได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องใน 3 ปีถัดมา ต่อมาในปี พ.ศ.​2554 บาร์เซโลนาเป็นเมืองชั้นนำที่มีการประยุกต์ใช้แนวคิดสมาร์ตซิตี ในทวีปยุโรป บาร์เซโลนาเป็นศูนย์รวมการขนส่งสาธารณะ ด้วยท่าเรือบาร์เซโลนา ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าเรือขนส่งและท่าเรือสำหรับผู้โดยสารที่มีการใช้งานมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรปท่าอากาศยานบาร์เซโลนาเอลปรัต ที่รองรับผู้โดยสาร 50 ล้านคนต่อปีทางหลวงพิเศษ และรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเชื่อมต่อจากประเทศฝรั่งเศส และประเทศอื่น ๆ ในทวีปยุโรป

    Rattanaphon Pattha
  • เที่ยง
    • บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
  • บ่าย
    • หลังอาหาร นำท่านชมความงามของเมืองบาร์เซโลนา บนยอดเขา “มองต์จูอิค” Mont Juic ผ่านชมอนุสาวรีย์ คริสโตเฟอร์โคลัมบัส นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ที่ออกเดินทางจากกรุงบาร์เซโลนา ไปพบหมู่เกาะแคริบเบียนและทวีป

    • นำท่านชมทิวทัศน์บริเวณยอดเขา “มองต์จูอิค” Mont Juic แวะบันทึกภาพด้านนอกของมหาวิหารซากราด้า ฟามิเลียร์ (Sagrada Familia) สัญลักษณ์แห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สูงใหญ่ถึง 170 เมตร ออกแบบก่อสร้างอย่างสวยงามแปลกตา ตั้งแต่ปี ค.ศ.1882 เป็นผลงานชั้นยอดที่แสดงถึงอัจฉริยภาพของ อันโตนี เกาดี้ สถาปนิกผู้เลื่องชื่อ มหาวิหารแห่งนี้ สู่ถนนช้อปปิ้งสายใหญ่ของบาร์เซโลนา “ถนนลารัมบลา” Larambla ย่านที่มีชื่อเสียงที่สุดของบาร์เซโลนาแหล่งท่องเที่ยวอันเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกวัยถนนสายเล็กๆที่มีความยาวเพียง 1.2 กิโลเมตรแต่มีสีสันเสน่ห์น่าประทับใจ
  • ค่ำ
    • บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารในโรงแรมที่พัก

    • พัก: LEONARDO ROYAL HOTEL BARCELONA FIRA (9) หรือที่พักระดับใกล้เคียง
วันที่สิบเอ็ด 11 : บาร์เซโลน่า – ช้อปปิ้งที่ La RocaVillage Outlet – เดินทางกลับ
  • เช้า
    • บริการอาหารเช้า ที่ห้องอาหารของโรงแรม

    • หลังอาหารเดินทางสู่ La RocaVillage Outlet เชิญท่านช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมชั้นนำมากมาย อาทิ Armani, Burberry, Calvin Klein, Coach, Escada, Gucci, Guess, Hugo Boss, Kipling, L’Occitane, Levi’s Lacoste, Loewe, Michael Kors, Nike, Polo, Puma, Ray-Ban, Samsonite, Superdry, Swarovski, Tag Heuer, Tommy Hilfiger, The North Face, Timberland, Tumi, Versace, Zegna ฯลฯ ......... เดินทางสู่สนามบิน
  • 16:20
    • ออกเดินทางสู่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ โดยเที่ยวบินที่ QR146
  • 23:40
    • เดินทางถึงกรุงโดฮา เพื่อแวะเปลี่ยนเที่ยวบิน
วันที่สิบสอง 12 : สนามบินสุวรรณภูมิ (กรุงเทพฯ)
  • 08:00
    • ออกเดินทางสู่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยเที่ยวบินที่ QR838
  • 14:38
    • เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ

เงื่อนไข & ข้อตกลง

เงื่อนไขในการสำรองที่นั่งและจ่ายเงิน
  •  บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุจำเป็น สุดวิสัย จนไม่อาจแก้ไขได้ และจะไม่รับผิดชอบใดๆ ในกรณีที่สูญหาย สูญเสียหรือได้รับบาดเจ็บ ที่นอกเหนือความ รับผิดชอบของหัวหน้าทัวร์และเหตุสุดวิสัยบางประการเช่น การนัดหยุดงาน ภัยธรรมชาติ การจลาจล ต่างๆ

    บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ยกเลิกการเดินทางก่อนล่วงหน้า 10 วัน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อไม่สามารถทำกรุ๊ปได้อย่างน้อย 15 ท่าน และหรือ ผู้ร่วมเดินทางในคณะไม่สามารถผ่านการพิจารณาวีซ่าได้ครบ 15 ท่าน ซึ่งในกรณีนี้ ทางบริษัทฯ ยินดีคืนเงินให้ทั้งหมดหักค่าธรรมเนียมวีซ่า หรือจัดหาคณะทัวร์อื่นให้ ถ้าท่านต้องการ

    เนื่องจากรายการทัวร์นี้เป็นแบบเหมาจ่ายเบ็ดเสร็จ หากท่านสละสิทธิ์การใช้บริการใดๆตามรายการ หรือถูกปฏิเสธการเข้าประเทศไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนเงินในทุกกรณี

    เมื่อท่านได้ชำระเงินมัดจำหรือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการชำระผ่านตัวแทนของบริษัทฯ หรือชำระโดยตรงกับทางบริษัทฯ ทางบริษัทฯ จะขอถือว่าท่านรับทราบและยอมรับในเงื่อนไขต่างๆของบริษัทฯ ที่ได้ระบุไว้โดยทั้งหมด

    ค่ามัดจำท่านละ 60,000 THB
เงื่อนไขการยกเลิกการสำรองที่นั่ง
  •  ยกเลิกก่อนการเดินทาง 30 วัน – คืนค่าใช้จ่ายทั้งหมด ยกเว้นกรุ๊ปที่เดินทางช่วงวันหยุด หรือเงินค่ามัดจำที่ต้อง การันตีที่นั่งกับสายการบิน หรือ กรุ๊ปที่มีการการันตีค่ามัดจำที่พักโดยตรงหรือโดยการผ่านตัวแทนในประเทศ หรือ ต่างประเทศและไม่อาจขอคืนเงินได้ (ค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง)

    แจ้งยกเลิกก่อนเดินทางระหว่าง (>= AND <=) 1 ถึง 15 วัน บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเก็บค่าบริการทั้งหมด แจ้งยกเลิกก่อนเดินทางระหว่าง (>= AND <=) 15 ถึง 29 วัน บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเก็บค่าบริการ 50 % ทุกรายที่สามารถยกเลิกได้ มีค่าธรรมเนียมการยกเลิก 10% ของราคาค่าทัวร์เต็มจำนวน
ข้อมูลเอกสารในการขอวีซ่า
  • หนังสือเดินทาง (ตัวจริง) ที่เหลืออายุใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และมีหน้าหนังสือเดินทางว่างอย่างน้อย 3 หน้า

     รูปถ่ายสี ฉากหลังเป็นสีขาวเท่านั้น ขนาด 1.5 x 2 นิ้ว จำนวน 3 รูป (ต้องถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน) หน้าตรง ไม่สวมแว่นตา ไม่ยิ้มเห็นฟัน ขึ้นอยู่กับประเทศที่จะเดินทาง (สถานทูตไม่รับรูปที่ปริ๊นจากคอมพิวเตอร์)

    สำเนาทะเบียนบ้าน 1 ชุด

    หลักฐานแสดงสถานะการทำงาน 1 ชุด

     กรณีเจ้าของกิจการ/ค้าขาย : หลักฐานทางการค้า เช่น สำเนาใบรับรองจากกระทรวงพาณิชย์หรือใบทะเบียนการค้าที่มีชื่อผู้เดินทาง หรือ สำเนาใบเสียภาษี (ภพ.20) อายุย้อนหลังไม่เกิน 3 เดือน (นับจากเดือนที่จะเดินทาง)

      กรณีข้าราชการ/พนักงาน/ผู้ถือหุ้น : หนังสือรับรองการทำงานจากหน่วยงานเป็นภาษาอังกฤษ(ตัวจริง) ระบุตำแหน่ง เงินเดือน และวันเริ่มงาน อายุย้อนหลังไม่เกิน 1 เดือน (นับจากเดือนที่จะเดินทาง) พร้อมสลิปเงินเดือน ย้อนหลัง 3 เดือน

     กรณีนักเรียนและนักศึกษา : หนังสือรับรองการเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาเป็นภาษาอังกฤษ(ตัวจริง) จากสถาบันที่ศึกษาอยู่ อายุย้อนหลังไม่เกิน 1 เดือน (นับจากเดือนที่จะเดินทาง)

    หนังสือแสดงการเคลื่อนไหวทางบัญชี (Bank Statement) (ตัวจริง)ของบัญชีออมทรัพย์ ย้อนหลัง 6 เดือน โดยต้องมีเลขที่บัญชีระบุอยู่ทุกหน้า แต่ในกรณีที่ยอดเงินในบัญชีออมทรัพย์ไม่ถึง 6 หลัก สามารถแนบ Statements หรือสำเนาสมุดบัญชีฝากประจำเพิ่มเติมในการยื่นได้)

    หนังสือรับรองจากธนาคาร (Bank Guarantee) (ตัวจริง) ในการออกจดหมายรับรองกรุณาระบุคำว่า TO WHOM IT MAY CONCERN แทนการใช้ชื่อแต่ละสถานทูต (เนื่องจากประเทศในยุโรปเข้าร่วมกลุ่มยูโรโซน) และกรุณาสะกดชื่อให้ตรงกับหน้าพาสปอร์ต และหมายเลขบัญชีเล่มเดียวกับ Statement ที่ท่านจะใช้ยื่นวีซ่า (ใช้เวลาดำเนินการขอประมาณ 3-5 วันทำการ) โดยต้องทำแยกกัน ระบุตามชื่อผู้เดินทาง 1 ท่าน / 1 ฉบับ

    กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ / หากเด็กไม่ได้เดินทางกับบิดา/มารดาคนใดคนหนึ่ง หรือบิดามารดาไม่ได้เดินทางทั้งสองคน ต้องมีจดหมายยินยอมให้เดินทางไปต่าง ประเทศจากบิดา และ มารดา ซึ่งจดหมายต้องออกโดยที่ว่าการอำเภอ

    สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี) 1 ชุด

    การบิดเบือนข้อเท็จจริงประการใดก็ตามอาจจะถูกระงับมิให้เดินทางเข้าประเทศในกลุ่มเชงเก้นเป็นการถาวร และถึงแม้ว่าท่านจะถูกปฏิเสธวีซ่าสถานทูตไม่คืนค่าธรรมเนียมที่ได้ชำระไปแล้วและหากต้องการขอยื่นคำร้องใหม่ก็ต้องชำระค่าธรรมเนียมใหม่ทุกครั้ง

    หากสถานทูตมีการเรียกสัมภาษณ์ ทางบริษัทฯขอความร่วมมือในการเชิญท่านไปสัมภาษณ์ตามนัดหมายและโปรดแต่งกายสุภาพ ทั้งนี้ทางบริษัทฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ไปอำนวยความสะดวก และประสานงานตลอดเวลาและหากสถานทูตขอเอกสารเพิ่มเติมทางบริษัทใคร่ขอรบกวนท่านจัดส่งเอกสารดังกล่าวเช่นกัน

    กรณีที่ท่านยกเลิกการเดินทางภายหลังจากได้วีซ่าแล้ว ทางบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการแจ้งสถานทูตยกเลิกวีซ่าของท่าน เนื่องจากการขอวีซ่าในแต่ละประเทศจะถูกบันทึกไว้เป็นสถิติในนามของบริษัทฯ

    ทางสถานทูตจะรับพิจารณาเฉพาะท่านที่มีเอกสารพร้อมและมีความประสงค์ที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศตามที่ระบุเท่านั้น การปฏิเสธวีซ่าอันเนื่องมาจากหลักฐานในการขอยื่นวีซ่าปลอมหรือผิดวัตถุประสงค์ในการยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยว ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการคืนเงิน โดยจะหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงและจะคืนให้ท่านหลังจากทัวร์ออกเดินทางภายใน 30 วัน โปรแกรมการเดินทางอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้จะคำนึงถึงประโยชน์และความปลอดภัยของผู้เดินทางเป็นหลัก

    สำเนาบัตรประชาชน หรือ สำเนาสูติบัตร 1 ชุด

     สำเนาทะเบียนสมรส หรือ สำเนาทะเบียนหย่า 1 ชุด (ถ้ามี)

     สำเนาใบมรณะบัตร 1 ชุด (กรณีเป็นหม้าย)

     ในกรณีเป็น บิดา/มารดา/บุตร, สามี/ภรรยา และญาติ (สามารถรับรองค่าใช้จ่ายให้กันได้) โดยใช้เอกสารเพิ่มเติม

    ของท่าน เนื่องจากการขอวีซ่าในแต่ละประเทศจะถูกบันทึกไว้เป็นสถิติในนามของบริษัทฯ

อัตราค่าบริการนี้รวม
  •  โรงแรมที่พักตามระบุหรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน ราคาโรงแรมจะปรับขึ้น 3-4 เท่าตัว หากวันเข้าพักตรงกับงานเทศกาลหรือการประชุมต่างๆ อันเป็นผลที่ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนย้ายเมือง โดยคำนึงถึงความเหมาะสมเป็นหลัก

     ค่าอาหารที่ระบุในรายการ ให้ท่านได้เลิศรสกับอาหารท้องถิ่นในแต่ละประเทศ

    ค่าบริการนำทัวร์โดยหัวหน้าทัวร์ผู้มีประสบการณ์นำเที่ยวให้ความรู้ และคอยดูแลอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง 1 ท่าน

    ค่ารถปรับอากาศนำเที่ยวตามระบุไว้ในรายการ พร้อมคนขับรถที่ชำนาญเส้นทาง กฎหมายในยุโรปไม่อนุญาตให้คนขับรถเกิน 12 ช.ม./วัน

    ค่าธรรมเนียมในการยื่นวีซ่ายุโรปหรือกลุ่มเชงเก้นวีซ่า และค่าธรรมเนียมวีซ่า ทางสถานทูตไม่คืนให้ท่านไม่ว่าท่านจะผ่านการพิจารณาหรือไม่ก็ตาม

     ค่าประกันอุบัติเหตุในการเดินทางวงเงินท่านละ 1,000,000 บาท (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขกรมธรรม์) ในกรณีท่านอายุเกิน 75 ปี ท่านต้องซื้อประกันเพิ่ม

     ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-โดฮา-มาดริด // บาเซโลนา-โดฮา-กรุงเทพฯ

อัตราค่าบริการนี้ไม่รวม
  •  ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % และค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3 %

    ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิ ค่าโทรศัพท์ , ค่าซักรีด , ค่าเครื่องดื่มและอาหารนอกเหนือจากที่ระบุในรายการ

     ค่าผกผันของภาษีน้ำมันที่ทางสายการบินแจ้งเปลี่ยนแปลงกะทันหัน

    ค่าทิปหัวหน้าทัวร์จากเมืองไทย 100 บาท / ท่าน / 12 วัน (หากท่านประทับใจในการบริการ)

    ค่าทิปพนักงานขับรถตลอดการเดินทาง วันละ 2 ยูโร / ท่าน (20 ยูโร)

หมายเหตุ
  •  หากในช่วงที่ท่านเดินทางคิววีซ่ากรุ๊ปในการยื่นวีซ่าเต็ม ทางบริษัทต้องขอสงวนสิทธิ์ในการยื่นวีซ่าเดี่ยว ซึ่งทางท่านจะต้องเดินทางมายื่นวีซ่าด้วยตัวเอง ตามวัน และเวลานัดหมายจากทางสถานทูต โดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทคอยดูแล และอำนวยความสะดวก

     เอกสารต่างๆที่ใช้ในการยื่นวีซ่าท่องเที่ยวทวีปยุโรป ทางสถานทูตเป็นผู้กำหนดออกมา มิใช่บริษัททัวร์เป็นผู้กำหนด ท่านที่มีความประสงค์จะยื่นวีซ่าท่องเที่ยวทวีปยุโรป กรุณาจัดเตรียมเอกสารให้ถูกต้อง และครบถ้วนตามที่สถานทูตต้องการ เพราะจะมีผลต่อการพิจารณาวีซ่าของท่าน บริษัททัวร์เป็นแต่เพียงตัวกลาง และอำนวยความสะดวกในการยื่นวีซ่าเท่านั้น มิได้เป็นผู้พิจารณาว่าวีซ่าให้กับทางท่าน

     ทางบริษัทจะทำการยื่นวีซ่าของท่านก็ต่อเมื่อในคณะมีผู้สำรองที่นั่งครบ 15 ท่าน และได้รับคิวการตอบรับจากทางสถานทูต เนื่องจากบริษัทจะต้องใช้เอกสารต่างๆที่เป็นกรุ๊ปในการยื่นวีซ่า อาทิ ตั๋วเครี่องบิน, ห้องพักที่คอนเฟิร์ม มาจากทางยุโรป, ประกันการเดินทาง ฯลฯ ทางท่านจะต้องรอให้คณะครบ 15 ท่าน จึงจะสามารถยื่นวีซ่าให้กับทางท่านได้อย่างถูกต้อง

     กรณีวีซ่าที่ท่านยื่นไม่ผ่านการพิจารณา และคณะสามารถออกเดินทางได้ ท่านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้

    - ค่าธรรมเนียมการยื่นวีซ่าและค่าดำเนินการ ทางสถานทูตจะไม่คืนค่าธรรมเนียมใดๆทั้งสิ้นแม้ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านการพิจารณา

    - ค่ามัดจำตั๋วเครื่องบิน หรือตั๋วเครื่องบินที่ออกมาจริง ณ วันยื่นวีซ่า ซึ่งตั๋วเป็นเอกสารที่สำคัญในการยื่นวีซ่า หากท่านไม่ผ่านการพิจารณา ตั๋วเครื่องบินถ้าออกตั๋วมาแล้วจะต้องทำการ REFUND โดยจะมีค่าธรรมเนียมที่ท่านต้องถูกหักบางส่วน และส่วนที่เหลือจะคืนให้ท่านภายใน 45-60 วัน (ตามกฎของแต่ละสายการบิน) ถ้ายังไม่ออกตั๋วท่านจะเสียแต่ค่ามัดจำตั๋วตามจริงเท่านั้น

    - ค่าห้องพักในทวีปยุโรป ถ้าคณะออกเดินทางได้ และท่านไม่ผ่านการพิจารณาวีซ่า ตามกฎท่านจะต้องโดนค่ามัดจำห้องใน 2 คืนแรกของการเดินทางหากท่านไม่ปรากฏตัวตามวันที่เข้าพัก ทางโรงแรมจะต้องยึดค่าห้อง 100% ในทันที ทางบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบ และมีเอกสารชี้แจงให้ท่านเข้าใจ

     หากท่านผ่านการพิจารณาวีซ่า แล้วยกเลิกการเดินทางทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการยึดค่าใช้จ่ายทั้งหมด 100%

     ทางบริษัทเริ่มต้น และจบ การบริการ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ กรณีท่านเดินทางมาจากต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ และจะสำรองตั๋วเครื่องบิน หรือพาหนะอย่างหนึ่งอย่างใดที่ใช้ในการเดินทางมาสนามบิน ทางบริษัทจะไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากโปรแกรมการเดินทางของบริษัท ฉะนั้นท่านควรจะให้กรุ๊ป FINAL 100% ก่อนที่จะสำรองยานพาหนะ

PraewpringTravel ตรวจสอบแล้ว

Member Since Feb 2021

เริ่มต้นเพียง ฿111,132
ขอยกเลิกบริการเสริมพักเดี่ยว เติมใจพักร่วมกับท่านอื่นที่บริษัททัวร์จัดให้
  • 25000 {{pay_now_price_html}}
  • 25000 {{pay_now_price_html}}
เริ่มต้นเพียง ฿111,132
0 บทวิจารณ์
เริ่มต้นเพียง ฿111,132
0 บทวิจารณ์